โรงพยาบาลนวมินทร์ - ข่าวสาร

ข่าวสาร นวมินทร์

ส่งมอบดอกไม้จันทน์ 9,999 ดอก “ร่วมร้อยดวงใจ ถวายพ่อหลวง”

วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560 กลุ่มโรงพยาบาลนวมินทร์ นำโดย นายแพทย์ประจักษ์ บุญจิตต์พิมล กรรมการผู้จัดการโรงพยาบาลนวมินทร์ 9 คุณวราภรณ์ บุญจิตต์พิมล ผู้อำนวยการบริหารโรงพยาบาลนวมินทร์ 9 และดร.พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล ผู้อำนวยการพัฒนาธุรกิจและลูกค้าสัมพันธ์ระหว่างประเทศโรงพยาบาลนวมินทร์ 9 ร่วมส่งมอบดอกไม้จันทน์ จำนวน 9,999 ดอก จากโครงการ “ร่วมร้อยดวงใจ ถวายพ่อหลวง” จากเหล่าบรรดาจิตอาสาแก่ นายไพโรจน์ จันทรอด ผู้อำนวยการเขตมีนบุรี เป็นผู้รับมอบ ณ สำนักงานเขตมีนบุรี เพื่อใช้ถวายในราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2560 วัดบำเพ็ญเหนือ
2017-10-19 17:15:42

แนะใส่บาตรอาหารสุขภาพ

วันนี้ (6 กรกฎาคม 2560) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ธีรพล โตพันธานนท์ อธิบดีกรมการแพทย์ นายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย และนายแพทย์วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ร่วมกันแถลงข่าว "สธ.ชวนคนไทย ห่วงใยสุขภาพพระสงฆ์"ช่วงเทศกาลเข้าพรรษา 3 เดือน ตั้งแต่ 9 กรกฎาคม 2560 จนถึงวันออกพรรษา 5 ตุลาคม 2560 ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ตั้งแต่ 9 ก.ค.2560 พุทธศาสนิกชนถือเป็นวันสำคัญในการทำบุญ รักษาศีล ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ส่วนใหญ่จะเข้าวัดทำบุญใส่บาตร ฟังพระธรรมเทศนา และถวายปัจจัยสำหรับพระสงฆ์ใช้สำหรับการอยู่จำพรรษา โดยจะเลือกอาหารที่คิดว่าดีที่สุด เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่มีรสหวานจัด เค็มจัด มีไขมันสูง และขนมหวาน ทำให้พระสงฆ์มีภาวะอ้วน เสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เช่น ไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน แนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ข้อมูลกรมการแพทย์ ปีงบประมาณ 2559 มีพระสงฆ์ - สามเณรอาพาธมารับการรักษาที่โรงพยาบาลสงฆ์ มากที่สุด 5 อันดับแรก คือ โรคไขมันในเลือดสูง 9,609 ราย โรคความดันโลหิตสูง 8,520 ราย โรคเบาหวาน 6,320 ราย โรคไตวายเรื้อรัง 4,320 ราย และโรคข้อเข่าเสื่อม 2,600 ราย จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชน ให้ความสำคัญกับการอาหารที่จะถวายพระสงฆ์ให้มากขึ้นศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การทำบุญตักบาตรเป็นกิจกรรมหนึ่งที่นิยมทำกันในช่วงวันสำคัญนี้ แต่เนื่องจากในสภาวะปัจจุบัน ประชาชนมักเลือกอาหารสำเร็จรูปที่หาง่ายตามท้องตลาดเพื่อใส่บาตร อีกทั้งพระสงฆ์ก็มีข้อจำกัดบางประการที่ทำให้ไม่สามารถออกกำลังกายได้มากเหมือนคนปกติ จึงพบว่าพระสงฆ์จำนวนมากมีความเสี่ยงในการเกิดโรคอ้วน เป็นเหตุไปสู่โรคร้ายแรงในอนาคต เช่นโรคหัวใจ อัมพฤกษ์ เบาหวาน ไขมันและความดันโลหิตสูง จึงควรใส่ใจเลือกอาหารใส่บาตรที่เหมาะสม ซึ่งนอกจากจะเกิดกุศลผลบุญที่ดีแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงดังกล่าวแก่พระสงฆ์ด้วย จึงขอแนะนำประชาชนให้เลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ อย่างน้อย 4 หมู่ ได้แก่ 1.ข้าวกล้อง 2.เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เพื่อลดพลังงานส่วนเกินไปสะสมในร่างกาย 3.ผักต่างๆ ที่มีใยอาหารช่วยในการขับถ่าย 4.ผลไม้ที่ไม่มีรสหวาน อาทิ กล้วยน้ำว้า ฝรั่ง ส้ม แอปเปิ้ล และมะละกอ ในการประกอบอาหารควรใช้วิธีต้ม นึ่ง ย่าง ยำ อบ หรือน้ำพริก หากจำเป็นต้องผัดหรือใช้กะทิควรใช้ในปริมาณน้อย รสชาติอาหารต้องไม่หวานจัด มันจัดและเค็มจัด ลดขนมหวานเพราะมีปริมาณน้ำตาลสูง และควรเลือกนมจืด นมพร่องมันเนย น้ำสมุนไพรสูตรหวานน้อย หรือน้ำเปล่า นพ.ธีรพล กล่าวว่าจากการตรวจคัดกรองสุขภาพพระสงฆ์-สามเณรทั่วประเทศจำนวน 122,680 ราย พบการป่วยมากที่สุดคือ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และข้อมูลการตรวจคัดกรองในเขตกทม. -สามเณร จำนวน 6,375 ราย ของโรงพยาบาลสงฆ์ในปี 2559 เปรียบเทียบกับปี 2549 พบว่า พระสงฆ์ - สามเณร มีสุขภาพดีลดลงจากร้อยละ 60.3 เป็นร้อยละ 52.3 และมีภาวะความเจ็บป่วยเพิ่มสูงขึ้น จากร้อยละ 17.5 เป็นร้อยละ 28.5 พบพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพได้แก่ สูบบุหรี่ เป็นโรคอ้วน และป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ปีนี้ ได้มอบให้โรงพยาบาลสงฆ์ดำเนินการตามแผนงานพัฒนาสุขภาพพระสงฆ์ –สามเณร ประกอบด้วย การเสนอข้อมูลปัญหาสุขภาพให้เขตสุขภาพวางแผนดำเนินการแก้ไขปัญหา จัดอบรมอาสาสมัครประจำวัด (อสว.) จัดทำคู่มืออสว. คู่มือการออกกำลังกาย และคู่มือการดูแลพระสงฆ์สามเณรอาพาธ จัดทำโครงการส่งเสริมสุขภาพสำหรับพระสงฆ์ สามเณรกลุ่มเสี่ยงเช่น โครงการลดน้ำหนัก ลดพุง เป็นต้น และรณรงค์ถวายอาหารที่เหมาะสมแด่พระสงฆ์ – สามเณร นพ.วชิระ กล่าวว่า จากการสำรวจการออกกำลังกายของพระสงฆ์ สามเณร พบว่ามีการออกกำลังกายจำนวนมากกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์เพียงร้อยละ 7.35 เท่านั้น ดังนั้นในการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับพระสงฆ์-สามเณร เป็นการบริหารขันธ์หรือการบริหารร่างกาย เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ลดความเสี่ยงของโรคประกอบด้วย 3 ด้าน คือ 1.การสร้างความทนทานของระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยการเคลื่อนไหวแขนขาและลำตัวอย่างต่อเนื่อง เช่นการเดินเร็ว หรือการก้าวสลับขาขึ้นลงบันได 2.สร้างความแข็งแรงและทนทานของกล้ามเนื้อ เช่นการยกน้ำหนักในท่าต่างๆการดันพื้นการดึงข้อการนอนยกเท้าขึ้นลง การนอน ลุก-นั่งเพื่อบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องเป็นต้น 3. 3.สร้างความอ่อนตัวและยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและข้อต่อ เป็นการเหยียดตัวของข้อต่อส่วนต่างๆของร่างกายในขณะทำงานเช่นการก้มตัวใช้มือแตะพื้นโดยไม่งอเข่าการแอ่นตัวใช้มือแตะขาพับได้โดยไม่งอเข่าเป็นต้น นอกจากนี้ กรมอนามัย ได้จัดทำโครงการวัดส่งเสริมสุขภาพมาเป็นตั้งแต่ปี 2552 เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพพระสงฆ์และชุมชน ประสานความร่วมมือกับหน่วยงาน/ภาคีสุขภาพ คณะสงฆ์ ชุมชน และภาคประชาชนในพื้นที่ ตั้งเป้าหมายปี 2560 พระสงฆ์มีสุขภาพแข็งแรงเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ขณะนี้มีวัดส่งเสริมสุขภาพผ่านเกณฑ์การประเมินแล้ว 2,772 แห่ง โดยปี 2560 มหาเถรสมาคม ได้มีมติพัฒนา 3 เรื่องสำคัญ คือ พระสงฆ์กับการดูแลสุขภาพตนเองตามหลักพระธรรมวินัย ชุมชนและสังคมกับการดูแลอุปัฏฐากพระสงฆ์ที่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย และบทบาทพระสงฆ์ในการเป็นผู้นำด้านสุขภาวะของชุมชนและสังคม นพ.วันชัย กล่าวว่า กิจกรรมที่พุทธศาสนิกชนนิยมปฏิบัติคือการถวายสังฆทาน เพื่อเป็นปัจจัยในการจำพรรษา พบว่า มีผู้จัดทำชุดสังฆทานสำเร็จรูปไว้จำหน่าย และนำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ใส่ไว้รวมกัน ทั้งที่เป็นอาหาร ยา เครื่องสำอาง รวมกับผลิตภัณฑ์อื่น ทำความสะอาด ผลิตภัณฑ์กำจัดแมลง เป็นต้น ซึ่ง อาจเกิดการปนเปื้อนสารอันตรายและมีกลิ่นเข้าไปในผลิตภัณฑ์อาหาร เกิดอันตรายต่อภิกษุสงฆ์ได้ จึงได้เร่งรณรงค์ให้ความรู้ประชาชนในการเลือกซื้อสังฆทาน ในการซื้อถังสังฆทาน ขอให้สังเกตผลิตภัณฑ์ที่ใส่ในถัง ต้องไม่นำผลิตภัณฑ์อาหาร ยา มาใส่รวมกับผลิตภัณฑ์อื่น สังเกตภาชนะหีบห่อที่บรรจุต้องเรียบร้อยไม่ฉีกขาด และความสะอาด สังเกตฉลากควรแสดงข้อความรายละเอียดครบถ้วน เช่น เลขสารบบอาหาร 13 หลัก ชื่อและที่ตั้งผู้ผลิต/ผู้นำเข้า วัน เดือน ปี ที่หมดอายุ ส่วนประกอบ เป็นต้น ที่สำคัญควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีวันหมดอายุไม่น้อยกว่า 6 เดือน กรณีอาหารกระป๋อง ควรดูลักษณะกระป๋อง ต้องไม่เป็นสนิม ไม่บุบบี้หรือโป่งพอง หรือมีรอยรั่ว ดูตะเข็บหรือรอยต่อเรียบร้อย และแน่นหนา หากพบเห็นร้านที่บรรจุผลิตภัณฑ์อาหารที่หมดอายุ หรือใกล้หมดอายุในชุดสังฆทาน แจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือผ่าน Oryor Smart Application หรือที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุ้มครองความปลอดภัยแด่พระภิกษุสงฆ์ต่อไป
2017-02-09 10:29:20

ยืน-เดินนาน เสี่ยง"โรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ"

รู้หรือไม่ ยืนนาน เดินนาน น้ำหนักตัวมากมีความเสี่ยงเป็น "โรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ"           เรื่องนี้ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันโรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบหรือโรครองช้ำ เป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยจะพบมากในวัยทำงานที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก ผู้ที่ยืนนาน เดินนาน ผู้ที่ต้องยืนตลอดกะการทำงานทั้ง 8 ชั่วโมง หรือนานกว่านั้น เช่น พนักงานขายของในห้างสรรพสินค้า พนักงานโรงงาน พยาบาลห้องผ่าตัด เป็นต้น ผู้ที่สวมใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสมเป็นประจำ เช่น รองเท้าที่ไม่มีพื้นบุรองส้นเท้า และผู้ที่มีอุ้งเท้าแบนหรือโก่งเกินไป           โรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบจะมีอาการปวดและกดเจ็บบริเวณส้นเท้า ในระยะแรกอาจเกิดอาการภายหลังการออกกำลังกาย เดิน หรือยืนนานๆ แต่ถ้าอาการมากขึ้น ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดส้นเท้าอยู่ตลอดเวลา ลักษณะเฉพาะของโรคนี้คือ เมื่อลุกขึ้นเดิน 2-3 ก้าวแรกหลังจากตื่นนอนในตอนเช้า หรือหลังจากนั่งพักขาเป็นเวลานาน จะรู้สึกเจ็บบริเวณส้นเท้า เนื่องจากเกิดการกระชากของเอ็นฝ่าเท้าที่อักเสบอย่างทันทีทันใด แต่เมื่อเดินไประยะหนึ่ง เอ็นฝ่าเท้าจะค่อยๆ ยืดหยุ่นขึ้น อาการเจ็บส้นเท้าจึงค่อยๆ ทุเลาลง           โรคนี้ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรง หากเป็นแล้วจะส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ซึ่งต้องใช้เวลาในการรักษาเป็นระยะเวลานาน หากปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้รับการรักษาจนลุกลาม อาจทำให้เกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อ ข้อต่อของสะโพกและบั้นเอวด้วยจากลักษณะการเดินที่ผิดไปจากอาการเจ็บส้นเท้า เพื่อป้องกันโรคดังกล่าว ควรเลือกใช้รองเท้าที่ถูกลักษณะ มีตัวรองส้นที่นุ่ม พื้นไม่บางหรือแข็งเกินไป พร้อมลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น ลดน้ำหนัก ไม่ยืนหรือเดินมากเกินไป           หากมีอาการปวดส้นเท้าผิดปกติควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป
2017-02-08 22:43:00

ห่วง มะเร็งทำคนไทยเสียชีวิตเป็นอันดับ1

เผยมะเร็งยังคงเป็นโรคคร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับ 1 ทั้งผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ยมีผู้ป่วย 1 ในพันของประชากร ผอ.สถาบันมะเร็งฯ ระบุ 3 ปัจจัยเสี่ยง นอกจากกรรมพันธุ์ สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยยึดหนัก "5 ทำ 5 ไม่" นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เปิดเผยว่า สถานการณ์ของโรคมะเร็งในภาพรวม พบจำนวนผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นทุกปีทั้งในเพศหญิงและเพศชาย โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 130,000 รายต่อปี โดยพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง แต่จากข้อมูลและสถานการณ์พบว่า อัตราการเกิดโรคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทั้งสองเพศ รวมถึงอัตราการเสียชีวิต ทั้งนี้ โรคมะเร็งยังคงเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่งของคนไทย นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 เฉลี่ย 100 คนต่อประชากร 100,000 คน ในขณะที่อัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับ 2 ของคนไทยคืออุบัติเหตุ เฉลี่ยอยู่ที่ 50 คนต่อประชากร 100,000 คน สำหรับ 5 อันดับแรกของมะเร็งที่พบบ่อยในเพศชาย ได้แก่ 1.มะเร็งตับและท่อน้ำดี 2.มะเร็งปอด 3.มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก 4.มะเร็งต่อมลูกหมาก และ 5.มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ขณะที่ 5 อันดับแรกของมะเร็งที่พบบ่อยในเพศหญิง ได้แก่ 1.มะเร็งเต้านม 2.มะเร็งปากมดลูก 3.มะเร็งตับ 4.มะเร็งปอด และ 5.มะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่สาเหตุของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเป็นอันดับที่ 1 ของทั้ง 2 เพศ กลับพบว่าคือโรคมะเร็งตับและท่อน้ำดี ถัดมาคือ โรคมะเร็งปอด สาเหตุเป็นเพราะทั้ง 2 มะเร็งมีการพยากรณ์โรคไม่ดี จึงทำให้ทั้งมะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด เป็นสาเหตุเสียชีวิตเป็นลำดับต้นๆ เมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่นๆ และขณะที่มะเร็งชนิดอื่นๆ การพยากรณ์โรคจะค่อนข้างดีกว่า หากรู้เร็วก็สามารถให้การรักษาได้อย่างทันท่วงที ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติกล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งมี 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.กรรมพันธุ์ 2.พฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง 3.สิ่งแวดล้อม ที่ประกอบไปด้วยมลภาวะต่างๆ โดยทั้ง 3 ปัจจัยนี้ ในเรื่องของกรรมพันธุ์ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ แต่ก็ไม่ควรวิตกกังวลมากนัก เพราะมีเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงค่อนข้างน้อยเพียง 10% แต่ถ้าเป็นเรื่องของพฤติกรรม ถือว่ามีความเสี่ยงมาก และสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราสามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะมีพฤติกรรมมากมายที่ทำให้เราก้าวเข้าสู่ความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง ซึ่งอาจใช้วิธีการยึดหลัก “5 ทำ 5 ไม่” เพื่อห่างไกลโรคมะเร็ง 5 ทำ ได้แก่ 1.ออกกำลังกายเป็นนิจ 2.ทำจิตแจ่มใส 3.กินผัก-ผลไม้ 4.กินอาหารหลากหลาย 5.ตรวจร่างกายเป็นประจำ ส่วน 5 ไม่ ได้แก่ 1.ไม่สูบบุหรี่ 2.ไม่มีเซ็กซ์มั่ว 3.ไม่มัวเมาสุรา 4.ไม่ตากแดดจ้า 5.ไม่กินปลาน้ำจืดดิบ นอกเหนือจากคำแนะนำ “5 ทำ 5 ไม่” แล้ว ยังมีสิ่งที่ควรต้องระมัดระวังอีกมาก เช่น การรับประทานเนื้อสัตว์แปรรูป อาหารปิ้ง-ย่างไหม้เกรียม ไม่รับประทานอาหารจากน้ำมันทอดซ้ำ หรือใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ซึ่งจะทำให้มีโอกาสติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและไวรัสตับอักเสบซีได้ และอาจกลายเป็นมะเร็งตับได้ในอนาคต
2017-02-08 22:25:23
ก่อนหน้า