ประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง)

ประกันสังคม

โรงพยาบาลนวมินทร์ - 3 องค์กรลงนามเพิ่มศักยภาพระบบข้อมูล สปสช.เพื่อการวิจัยหลักประกันสุขภาพและสาธารณสุขไทย

3 องค์กรลงนามเพิ่มศักยภาพระบบข้อมูล สปสช.เพื่อการวิจัยหลักประกันสุขภาพและสาธารณสุขไทย

2017-02-08 16:01:02

สปสช. ม.อ. และ สวทช. ร่วมลงนามความร่วมมือ “พัฒนาการใช้งานฐานข้อมูลขนาดใหญ่ในการศึกษาวิจัยด้านระบบหลักประกันสุขภาพ” มุ่งพัฒนาศักยภาพระบบข้อมูล สปสช. ทั้งการจัดเก็บ วิเคราะห์ ประมวลผล สู่การพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพและสาธารณสุขของประเทศไทย  

 

ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ – วันที่ 23 มิถุนายน 2560 เวลา 13:30 น. นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) รศ.ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) และ ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือในการพัฒนาการใช้งานฐานข้อมูลขนาดใหญ่ให้รองรับการศึกษาวิจัยระบบหลักประกันสุขภาพ

นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า สปสช.มีนโยบายสนับสนุนการจัดการองค์ความรู้และการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ประกอบตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยมุ่งเน้นให้เกิดกระบวนการจัดการและใช้ประโยชน์สูงสุดจากข้อมูลที่มีในระบบของ สปสช.ซึ่งสะสมมา 14 ปี เป็นข้อมูลขนาดใหญ่ ต้องการเทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็นทิศทางในอนาคตในการจัดเก็บ และการนำมาใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์ได้อย่างสะดวก รวดเร็วทันเวลา ถูกต้องและปลอดภัย ขณะเดียวกันหน่วยบริการและหน่วยงานวิชาการยังมีความต้องการข้อมูลป้อนกลับเพื่อใช้ในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ วิชาการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการอย่างมีคุณภาพ

ดังนั้นจึงมีการประสานความร่วมมือระหว่าง สปสช. ม.อ. และ สวทช.นำร่องพัฒนาระบบการออกแบบฐานข้อมูลการชดเชยค่าบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่มีขนาดใหญ่ ทั้งในด้านการจัดเก็บข้อมูล การสืบค้น การวิเคราะห์และการวาดภาพข้อมูลให้มีความเหมาะสม สามารถแบ่งปันนำไปวิเคราะห์วิจัยด้านระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศให้ได้ประโยชน์สูงสุด ทั้งการพัฒนานโยบายสุขภาพ การพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรในการใช้งานฐานข้อมูลขนาดใหญ่ให้สามารถนำไปวิเคราะห์ตอบโจทย์วิจัยได้ตามความต้องการ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของระบบ  การปกป้องความลับส่วนบุคคล และความถูกต้องทางกฎหมาย และสนองแนวนโยบายรัฐบาล

รศ.ดร.ชูศักดิ์ กล่าวว่า ถือเป็นพัฒนาการอีกลำดับขั้นที่จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพของคนไทยให้มีคุณภาพชีวิตได้ดียิ่งขึ้น ภายใต้การศึกษาและวิเคราะห์จากข้อมูลที่มีอยู่เพื่อนำมาใช้วางแผนป้องกันและรับมือกับภัยที่จะมีต่อสุขภาพคนไทย ในฐานะองค์กรวิชาการที่มีผลงานสู่สาธารณะมาร่วมครึ่งศตวรรษ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้กำหนดเป้าประสงค์ไว้อย่างชัดเจน คือ “การสร้างคุณค่างานวิจัยให้เป็นแก่นความรู้เฉพาะทางที่เป็นเลิศ และพัฒนาให้เกิดรูปธรรมของนวัตกรรมสำหรับขับเคลื่อนอนาคต” สอดคล้องกับแนวทางความร่วมมือครั้งนี้ เชื่อมั่นว่านักวิชาการของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จะได้ใช้กำลังความรู้อย่างเต็มศักยภาพ ร่วมกับ 2 องค์กรหลัก เพื่อบรรลุภารกิจสำคัญดังนี้

1. พัฒนาการกำหนดโจทย์วิจัยและแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูลที่ตอบโจทย์วิจัยตามความต้องการของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

2. ศึกษาโครงสร้างการทำงานของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของ สปสช.แล้วจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาระบบดังกล่าวต่อไป

3. วิเคราะห์ข้อมูลตามโจทย์วิจัยและนำเสนอการรายงานผลวิเคราะห์ ซึ่งต่อมาจะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการวิเคราะห์ทางสถิติและทางระบาดวิทยาเพื่อตอบโจทย์เชิงนโยบายและการพัฒนาวิชาการแพทย์และสาธารณสุข จากฐานข้อมูลที่มีอยู่ของ สปสช.

ดร.จุฬารัตน์ กล่าวว่า สวทช.รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งในความร่วมมือการพัฒนาการใช้งานฐานข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ของ สปสช. สำหรับศึกษาค้นคว้าวิจัยด้านระบบหลักประกันสุขภาพและพัฒนาวิชาการแพทย์และสาธารณสุข โดย สวทช.ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จะระดมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการวิเคราะห์ข้อมูล หรือ Data Science ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อเสนอแนะเชิงเทคนิคสำหรับการพัฒนาและยกระดับเทคโนโลยีระบบการคลังสุขภาพและระบบสารสนเทศสุขภาพของ สปสช. เพื่อให้สามารถบูรณาการกับฐานข้อมูลอื่นที่สำคัญของประเทศ ด้วยความทันสมัย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0

นอกจากนี้ สวทช.จะร่วมจัดสร้างกลไก ระดมความเห็นเพื่อกำหนดโจทย์วิจัยและแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูลที่ตอบโจทย์วิจัยตามความต้องการของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รวมถึงส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนักวิจัยภายในองค์กร สปสช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งทางสถิติและระบาดวิทยา ซึ่งนำไปสู่การใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่ของ สปสช. เพื่อพัฒนานโยบายสุขภาพของชาติ และพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ ตลอดจนทรัพยากรมนุษย์ของประเทศโดยอาศัยฐานข้อมูลที่มีอยู่และกำลังจะสร้างขึ้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาระบบอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีความยั่งยืนสืบไป