ประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง)

ประกันสังคม

โรงพยาบาลนวมินทร์ - ข้อมูลข่าวสารของประกันสุขภาพ

ข่าวสาร - ประกันสุขภาพ

สปสช.จับมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พัฒนาแนวทางรักษาผู้ป่วยมะเร็งสิทธิบัตรทอง ปี 61

สปสช.จับมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง Service Plan สธ. ราชวิทยาลัย ปรับปรุงแนวทางรักษาผู้ป่วยมะเร็งสิทธิบัตรทอง ปี 61 เพิ่มเป็น 11 กลุ่มโรค 21 โปรโตคอล เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมยาจำเป็นหลายรายการ   เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กทม. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แถลงข่าวพัฒนาแนวทางการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปี 2561 โดย ศ.คลินิก พญ.สุดสวาท เลาหวินิจ ประธานคณะทำงานพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และ นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการ สปสช. ศ.คลินิก พญ.สุดสวาท กล่าวว่า การพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการรักษาผู้ป่วยมะเร็งในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีขึ้นเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพได้ครอบคลุมและทั่วถึง และผู้ให้การรักษาได้ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติและติดตามคุณภาพการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ การให้สิทธิประโยชน์มะเร็งในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทองที่ผ่านมานั้น ต้องบอกว่าทำให้ผู้ป่วยมะเร็งเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น ปัจจุบันมียาจำเป็นหลายกลุ่มที่ค่อนข้างแพง มีการให้ยาเคมีบำบัดหลายชนิดที่อยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ ที่ผ่านมามีการจัดทำแนวทางการรักษาโรคมะเร็งหรือโปรโตคอล (Protocol) เพื่อประกอบการจ่ายชดเชยค่าบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2551 ที่มาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่รักษาโรคมะเร็ง ราชวิทยาลัย Service Plan ของกระทรวงสาธารณสุข สมาคมทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ศ.คลินิก พญ.สุดสวาท กล่าวต่อว่า การที่ต้องกำหนดโปรโตคอล (Protocol) หรือสูตรยาเคมีบำบัดที่เป็นที่ยอมรับกันในการรักษาโรคมะเร็งชนิดต่างๆ นั้น ก็เพื่อให้มีมาตรฐานการรักษา ซึ่งยารักษามะเร็งนั้นจำเป็นต้องมีโปรโตคอลเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ซึ่งต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป ก็จะมีสมาคมวิชาชีพที่เป็นกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่รักษาโรคมะเร็งจัดทำแนวทางการรักษาหรือโปรโตคอลการรักษามะเร็งเช่นกัน โดยมีผู้เชี่ยวชาญของแต่ละสมาคมมาให้ความรู้ เอาข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์เข้ามาจับ และมาช่วยกันทำ เพื่อให้เป็นประโยชน์ในการรักษามะเร็งในรูปแบบต่างๆ เช่น แนวทางการผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด การฉายแสง การจัดทำสูตรโปรโตคอลรักษาผู้ป่วยมะเร็งสิทธิบัตรทองนั้น จะมีการทบทวนโปรโตคอลทุก 3 ปี โดยยึดหลักการจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ รวมถึงรายการยาที่จำเป็น และเพิ่งทบทวนกันไป กำลังจะประกาศใช้ใน 1 ต.ค.2560 นี้ จากปัจจุบันการรักษาผู้ป่วยมะเร็งในสิทธิบัตรทองมีแนวทางการรักษา 8 กลุ่มโรค 11 โปรโตคอล และในปี 2561 นี้จะเพิ่มเป็น 11 กลุ่มโรค21 โปรโตคอล ดังนี้ 1.มะเร็งเต้านม 2.มะเร็งปอด 3.มะเร็งลำไส้ใหญ่ 4.มะเร็งหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร 5.มะเร็งตับทางเดินน้ำดี 6.มะเร็งหลังโพรงจมูก 7.มะเร็งนรีเวช ปากมดลูก รังไข่ มดลูก 8.มะเร็งกระเพาปัสสาวะ มะเร็งต่อมลูกหมาก 9.มะเร็งกระดูก 10.มะเร็งโรคเลือดผู้ใหญ่ 11.มะเร็งในเด็ก “วิวัฒนาการในการรักษาโรคมะเร็งที่สำคัญมีความก้าวหน้ามากขึ้นตามลำดับ เดิมเป็นยาเคมีบำบัดพื้นฐาน ต่อมามียาเคมีบำบัดตัวใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และยังมียามุ่งเป้าที่เรียกว่าTargeted therapy ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคมะเร็งที่มีเป้า เช่น ยาต้าน HER-2 ในมะเร็งเต้านมที่มีเป้า HER-2 เป็นบวก ยากลุ่มนี้ราคาแพงมาก ประมาณปีละ 5 แสนบาท แต่ทาง สปสช.ก็ได้พิจารณาถึงประโยชน์ที่จะเกิดแก่ผู้ป่วย จึงได้จัด Protocal ให้สำหรับการรักษาเสริมหรือที่เรียกว่า Adjuvant Therapy ด้วยยาต้าน HER-2 คือ Trastuzumab ให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแรกที่มีต่อมน้ำเหลืองเป็นบวก และมี HER-2 เป็นบวก  นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาสิทธิประโยชน์ให้ยามุ่งเป้า Rituximab ในโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Diffuselarge B cell ที่มีเป้า CD20 เป็นบวกด้วย ซึ่งราคายาประมาณ 4-5 แสนบาทต่อชุด” ศ.คลินิก พญ.สุดสวาท กล่าว ด้าน นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า ปัจจุบันอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งเพิ่มสูงขึ้นทุกขณะ ยาและเวชภัณฑ์ที่ใช้ในการรักษาก็มีราคาสูงมาก ขณะที่องค์ความรู้ด้านการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สปสช.ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ร่วมกันพัฒนาและปรับปรุงแนวทางการรักษาโรคมะเร็งขึ้น ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากคณะทำงานซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการรักษามะเร็ง Service Plan กระทรวงสาธารณสุข ราชวิทยาลัยและสมาคมทางการแพทย์ต่างๆ ที่ได้กรุณาระดมสมองร่วมกันจัดทำแนวทางการรักษาโรคมะเร็งหรือโปรโตคอลในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองได้เข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพมาตรฐานได้ครอบคลุมและทั่วถึง นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวต่อว่า สถานการณ์ผู้ป่วยมะเร็งในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พบว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จำนวนการใช้บริการเพิ่มขึ้น ทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ในการชดเชยค่าบริการ ค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยเฉลี่ยปีละ 6,882 ล้านบาท (ผู้ป่วยนอกเฉลี่ยปีละ 1,356 ล้านบาท ผู้ป่วยในเฉลี่ยปีละ 5,526 ล้านบาท) คิดเป็น 6% ของงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทั้งหมด “ความท้าทายในการพัฒนาการบริหารจัดการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งในระยะต่อไป คือ เพิ่มการเข้าถึงบริการของผู้ป่วยมะเร็งสิทธิบัตรทอง การกำกับคุณภาพมาตรฐานหน่วยบริการ พัฒนาระบบบการจ่ายชดเชยให้เหมาะสม และพัฒนาการบูรณาการระบบข้อมูลสารสนเทศการให้บริการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง” เลขาธิการ สปสช. กล่าว ทั้งนี้ในการดำเนินการมีคณะทำงานย่อย 3 คณะ คือ 1.คณะทำงานพัฒนามาตรฐานหน่วยบริการที่ให้บริการรักษาโรคมะเร็งด้วยเคมีบำบัด/รังสีรักษา ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มี ศ.พญ.ลักษณา โพชนุกูล เป็นประธาน 2.คณะทำงานพัฒนาการจ่ายชดเชยค่าบริการโรคมะเร็งในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มี ศ.คลินิก พญ.สุดสวาท เลาหวินิจ เป็นประธาน 3.คณะทำงานพัฒนาระบบลงทะเบียนผู้ป่วยโรคมะเร็งในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มี รศ.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ เป็นประธาน
2017-07-12 10:00:19

รุกสร้างเสริมสุขภาพ นำร่อง “คัดกรองเด็กดาวน์” ช่วยหญิงตั้งครรภ์ เข้าถึงข้อมูลตัดสินใจ

สปสช.จับมือ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่/ขอนแก่น/สงขลา และกรมอนามัย นำร่อง “โครงการคัดกรองเด็กดาวน์ในหญิงตั้งครรภ์” เผยผลนำร่องเชียงใหม่ ลำพูน ได้ผลเยี่ยม เพิ่มความแม่นยำคัดกรองร้อยละ 80 จากเดิมร้อยละ 5 ช่วยพ่อแม่เข้าถึงข้อมูลตัดสินใจเพิ่ม พร้อมวางแผนดูแลและส่งเสริมพัฒนาการ   รศ.นพ.ชเนนทร์ วนาภิรักษ์ หัวหน้าหน่วยเวชศาสตร์มารดาและทารก ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า กลุ่มอาการดาวน์ หรือดาวน์ซินโดรม (Down syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากความผิดปกติของสารพันธุกรรมมาแต่กำเนิด เด็กที่เป็นดาวน์มักเกิดจากพ่อและแม่ที่ปกติ ไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่ปัจจุบันสามารถดูแลและพัฒนาให้ดีขึ้นได้น่าพอใจระดับหนึ่ง รวมทั้งสามารถรักษาอาการร่วมอื่น เช่น ภาวะพร่องธัยรอยด์ได้ กลุ่มอาการดาวน์เกิดขึ้นได้กับประชากรทั่วโลก อัตราพบเฉลี่ย 1 ต่อ 800 ของการคลอด ซึ่งสามารถคัดกรองทารกที่มีความเสี่ยงต่อดาวน์ซินโดรมได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่มตั้งครรภ์ ทั้งนี้เพื่อให้พ่อแม่ได้รับทราบภาวะของทารกที่จะเกิดมาเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับ ดังนั้นความเข้าใจในเรื่องนี้และความแม่นยำของผลคัดกรองจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก รศ.นพ.ชเนนทร์ กล่าวว่า ในอดีต 20 กว่าปีก่อน การคัดกรองดาวน์ซินโดรมในประเทศไทยจะใช้อายุมารดาเป็นหลัก เพราะเข้าใจกันเพียงว่า มารดาอายุเกิน 35 ปี มีความเสี่ยงสูง ทำให้หญิงตั้งครรภ์อายุน้อยกว่า 35 ปี ขาดโอกาสที่จะได้รับการตรวจคัดกรอง วินิจฉัยก่อนคลอด ด้วยวิทยาการความก้าวหน้าในงานอนามัยแม่และเด็กในปัจจุบัน การคัดกรองด้วยการเจาะเลือด เจาะน้ำคร่ำ หรืออัลตราซาวด์ ควรทำในหญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ทุกราย อย่างไรก็ตามวิธีการเจาะเลือดเพื่อตรวจสารชีวเคมีในเลือดมารดาขณะนั้นเป็นการยึดหลักแปลผลข้อมูลความเสี่ยงที่อ้างอิงการศึกษาข้อมูลหญิงตั้งครรภ์ในต่างประเทศ ด้วยโครงสร้างร่างกายคนไทยและชาวต่างชาติแตกต่างกัน จึงส่งผลให้ความแม่นยำแปลผลแตกต่างไป ซึ่งงานวิจัยโดยภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าหากใช้เฉพาะอายุมารดาเป็นตัวคัดกรอง จะพบทารกในครรภ์ที่มีภาวะดาวน์ซินโดรมเพียงร้อยละ 5 จากทารกแรกคลอดที่มีภาวะดาวน์ซินโดรมประมาณ 700-800 คนต่อปี ดังนั้นเพื่อหารูปแบบการคัดกรองที่เหมาะสมของคนไทย หน่วยเวชศาสตร์มารดาและทารก ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา จึงดำเนินโครงการวิจัย “การควบคุมและป้องกันกลุ่มอาการดาวน์ด้วยวิธีก่อนคลอดในปี 2555-2560 โดยสนับสนุนทุนวิจัยจากโครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ เพื่อจัดทำข้อมูลตรวจวิเคราะห์ความเสี่ยงภาวะดาวน์ซินโดรมของทารกในครรภ์ที่มีความแม่นยำสำหรับคนไทย รวมถึงการจัดรูปแบบบริการคัดกรองที่เหมาะสมเพื่อนำไปสู่การดำเนินการได้จริงภายใต้ระบบสุขภาพประเทศ โดยมีการตรวจหาปริมาณสารชีวเคมีในซีรั่ม (Serum) เพื่อคัดกรองหาผู้ที่เสี่ยงสูงต่อการมีลูกในท้องเป็นดาวน์และแนะนำให้ตรวจยืนยันโครโมโซมในหญิงตั้งครรภ์ที่เสี่ยงสูงด้วยการเจาะน้ำคร่ำ จำนวนผู้ร่วมวิจัยมากกว่า 40,000 คน ทำให้ได้ข้อมูลของคนไทยและรูปแบบการคัดกรองที่เหมาะสม สู่การแปลผลที่มีความแม่นยำในการตรวจคัดกรองเพิ่มขึ้น โดยสามารถคัดกรองทารกในครรภ์ที่มีภาวะดาวน์ซินโดรมได้สูงถึงร้อยละ 80 จากจำนวนทารกแรกคลอดที่มีภาวะดาวน์ซินโดรม ทั้งสร้างเครือข่ายโรงพยาบาลในเขตบริการ เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำได้ ในโรงพยาบาล 35 แห่ง ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ รศ.นพ.ชเนนทร์ กล่าวว่า ผลวิจัยนี้นำมาสู่ความร่วมมือกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อดำเนินการป้องกันและควบคุมกลุ่มอาการดาวน์ในหญิงตั้งครรภ์ที่นำร่องไปแล้ว ภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่และลำพูน ภาคใต้ ได้แก่ สงขลาและยะลา ภาคอีสาน ได้แก่ ขอนแก่น และภาคกลาง ได้แก่ นครสวรรค์ โดยภาคเหนือโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รับเป็นแม่ข่ายให้คำปรึกษาแนะนำแก่บุคลากรทางการแพทย์ พร้อมรับดูแลต่อในกรณีที่เกินศักยภาพของหน่วยบริการ ทั้งการตรวจเลือด ตรวจยืนยันโครโมโซมจากการเจาะน้ำคร่ำ การให้คำปรึกษากรณีพบภาวะดาวน์ซินโดรม การยุติตั้งครรภ์กรณีที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์และได้รับการยินยอมจากพ่อแม่ รวมถึงการส่งเสริมพัฒนาการเด็กดาวน์ซินโดรมเพื่อให้มีพัฒนาการและสุขภาพที่ดี “การคัดกรองหญิงตั้งครรภ์ภายใต้โครงการนำร่องนี้ พบว่าได้ผลที่ดีมาก มีความแม่นยำค่อนข้างสูง จึงควรขยายและกำหนดเป็นสิทธิประโยชน์ดูแลหญิงตั้งครรภ์ เข้าถึงการคัดกรองภาวะดาวน์ซินโดรมที่มีคุณภาพมาตรฐานเพิ่มขึ้น” รศ.นพ.ชเนนทร์ กล่าวและว่า โครงการนี้ไม่ได้มุ่งการยุติการตั้งครรภ์ที่พบภาวะดาวน์ซินโดรมทั้งหมด แต่มีเจตนาให้พ่อแม่มีโอกาสเข้าถึงบริการเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจและวางแผนเหมาะสม ทั้งการวางแผนการเลี้ยงดู การส่งเสริมพัฒนาการให้กับเด็ก รวมถึงกรณีที่ยุติตั้งครรภ์หากจำเป็น ด้าน นพ.ชูชัย ศรชำนิ รองเลขาธิการ สปสช.กล่าวว่า การส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคสำหรับสตรีตั้งครรภ์และพัฒนาการเด็กปฐมวัยอย่างถ้วนหน้า ไม่ละทิ้งใครไว้เบื้องหลัง เป็นนโยบายสำคัญของการสร้างหลักประกันสุขภาพของประเทศ กรณีของดาวน์ซินโดรม สปสช.จัดสรรงบบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคเพื่อจัดการปัญหาสาธารณสุขหรือภาระโรคระดับประเทศ การกำหนดสิทธิประโยชน์จำเป็นต้องดำเนินโครงการนำร่องเพื่อพิจารณาประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและความคุ้มค่า ก่อนขยายครอบคลุมระดับประเทศ ซึ่งการเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์ป้องกันและควบคุมกลุ่มอาการดาวน์ในหญิงตั้งครรภ์เพื่อให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น “ขณะนี้ได้นำร่องโดยมีหญิงตั้งครรภ์ทุกสิทธิรับการคัดกรองแล้วประมาณ 2,500 คน ผลที่ได้มีการคัดกรองแม่นยำ ช่วยให้หญิงตั้งครรภ์เข้าถึงข้อมูลเพื่อตัดสินใจและเตรียมความพร้อมเพิ่มขึ้น การดำเนินงานจากนี้ สปสช. จะร่วมมือกับกรมอนามัย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข คณะแพทยศาสตร์ และมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อขยายโครงการครอบคลุมทั่วประเทศต่อไป” นพ.ชูชัย กล่าว           นพ.ชูชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในกรณีที่หน่วยบริการพบว่าเด็กเป็นโรคกลุ่มอาการดาวน์ สปสช.สนับสนุนให้ได้รับการดูแล การสนับสนุนให้เด็กได้รับการส่งเสริมให้มีพัฒนาดีขึ้นเท่าที่เด็กจะสามารถทำได้ ตัวอย่างที่ได้รับความร่วมมือในการดูแลรักษาเด็กกลุ่มที่มีความผิดปกติต่อพัฒนาการทั้งร่างกายและสติปัญญา ได้แก่ สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ เชียงใหม่ ซึ่งมีการจัดบริการที่เฉพาะและมีความเชี่ยวชาญที่จะช่วยเด็กได้เป็นอย่างดี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน สปสช.1330
2017-07-12 09:57:45

3 องค์กรลงนามเพิ่มศักยภาพระบบข้อมูล สปสช.เพื่อการวิจัยหลักประกันสุขภาพและสาธารณสุขไทย

สปสช. ม.อ. และ สวทช. ร่วมลงนามความร่วมมือ “พัฒนาการใช้งานฐานข้อมูลขนาดใหญ่ในการศึกษาวิจัยด้านระบบหลักประกันสุขภาพ” มุ่งพัฒนาศักยภาพระบบข้อมูล สปสช. ทั้งการจัดเก็บ วิเคราะห์ ประมวลผล สู่การพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพและสาธารณสุขของประเทศไทย     ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ – วันที่ 23 มิถุนายน 2560 เวลา 13:30 น. นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) รศ.ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) และ ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือในการพัฒนาการใช้งานฐานข้อมูลขนาดใหญ่ให้รองรับการศึกษาวิจัยระบบหลักประกันสุขภาพ นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า สปสช.มีนโยบายสนับสนุนการจัดการองค์ความรู้และการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ประกอบตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยมุ่งเน้นให้เกิดกระบวนการจัดการและใช้ประโยชน์สูงสุดจากข้อมูลที่มีในระบบของ สปสช.ซึ่งสะสมมา 14 ปี เป็นข้อมูลขนาดใหญ่ ต้องการเทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็นทิศทางในอนาคตในการจัดเก็บ และการนำมาใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์ได้อย่างสะดวก รวดเร็วทันเวลา ถูกต้องและปลอดภัย ขณะเดียวกันหน่วยบริการและหน่วยงานวิชาการยังมีความต้องการข้อมูลป้อนกลับเพื่อใช้ในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ วิชาการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการอย่างมีคุณภาพ ดังนั้นจึงมีการประสานความร่วมมือระหว่าง สปสช. ม.อ. และ สวทช.นำร่องพัฒนาระบบการออกแบบฐานข้อมูลการชดเชยค่าบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่มีขนาดใหญ่ ทั้งในด้านการจัดเก็บข้อมูล การสืบค้น การวิเคราะห์และการวาดภาพข้อมูลให้มีความเหมาะสม สามารถแบ่งปันนำไปวิเคราะห์วิจัยด้านระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศให้ได้ประโยชน์สูงสุด ทั้งการพัฒนานโยบายสุขภาพ การพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรในการใช้งานฐานข้อมูลขนาดใหญ่ให้สามารถนำไปวิเคราะห์ตอบโจทย์วิจัยได้ตามความต้องการ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของระบบ  การปกป้องความลับส่วนบุคคล และความถูกต้องทางกฎหมาย และสนองแนวนโยบายรัฐบาล รศ.ดร.ชูศักดิ์ กล่าวว่า ถือเป็นพัฒนาการอีกลำดับขั้นที่จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพของคนไทยให้มีคุณภาพชีวิตได้ดียิ่งขึ้น ภายใต้การศึกษาและวิเคราะห์จากข้อมูลที่มีอยู่เพื่อนำมาใช้วางแผนป้องกันและรับมือกับภัยที่จะมีต่อสุขภาพคนไทย ในฐานะองค์กรวิชาการที่มีผลงานสู่สาธารณะมาร่วมครึ่งศตวรรษ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้กำหนดเป้าประสงค์ไว้อย่างชัดเจน คือ “การสร้างคุณค่างานวิจัยให้เป็นแก่นความรู้เฉพาะทางที่เป็นเลิศ และพัฒนาให้เกิดรูปธรรมของนวัตกรรมสำหรับขับเคลื่อนอนาคต” สอดคล้องกับแนวทางความร่วมมือครั้งนี้ เชื่อมั่นว่านักวิชาการของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จะได้ใช้กำลังความรู้อย่างเต็มศักยภาพ ร่วมกับ 2 องค์กรหลัก เพื่อบรรลุภารกิจสำคัญดังนี้ 1. พัฒนาการกำหนดโจทย์วิจัยและแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูลที่ตอบโจทย์วิจัยตามความต้องการของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2. ศึกษาโครงสร้างการทำงานของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของ สปสช.แล้วจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาระบบดังกล่าวต่อไป 3. วิเคราะห์ข้อมูลตามโจทย์วิจัยและนำเสนอการรายงานผลวิเคราะห์ ซึ่งต่อมาจะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการวิเคราะห์ทางสถิติและทางระบาดวิทยาเพื่อตอบโจทย์เชิงนโยบายและการพัฒนาวิชาการแพทย์และสาธารณสุข จากฐานข้อมูลที่มีอยู่ของ สปสช. ดร.จุฬารัตน์ กล่าวว่า สวทช.รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งในความร่วมมือการพัฒนาการใช้งานฐานข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ของ สปสช. สำหรับศึกษาค้นคว้าวิจัยด้านระบบหลักประกันสุขภาพและพัฒนาวิชาการแพทย์และสาธารณสุข โดย สวทช.ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จะระดมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการวิเคราะห์ข้อมูล หรือ Data Science ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อเสนอแนะเชิงเทคนิคสำหรับการพัฒนาและยกระดับเทคโนโลยีระบบการคลังสุขภาพและระบบสารสนเทศสุขภาพของ สปสช. เพื่อให้สามารถบูรณาการกับฐานข้อมูลอื่นที่สำคัญของประเทศ ด้วยความทันสมัย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 นอกจากนี้ สวทช.จะร่วมจัดสร้างกลไก ระดมความเห็นเพื่อกำหนดโจทย์วิจัยและแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูลที่ตอบโจทย์วิจัยตามความต้องการของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รวมถึงส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนักวิจัยภายในองค์กร สปสช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งทางสถิติและระบาดวิทยา ซึ่งนำไปสู่การใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่ของ สปสช. เพื่อพัฒนานโยบายสุขภาพของชาติ และพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ ตลอดจนทรัพยากรมนุษย์ของประเทศโดยอาศัยฐานข้อมูลที่มีอยู่และกำลังจะสร้างขึ้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาระบบอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีความยั่งยืนสืบไป
2017-02-08 16:01:02